แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัสกับการผลิตสินค้าไทย



 "... การที่ท่านทั้งหลายผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในเศรษฐกิจ และการค้าของประเทศ ได้พยายามดำเนินนโยบายและปฏิบัติโดยวิธีการต่าง ๆ ในอันที่จะส่งเสริมสินค้าและการค้าของคนไทย เพื่อยกฐานะทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองและของประชาชนให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้นนั้น เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่ง ความพยายามดังกล่าว ได้บังเกิดผลดีเป็นที่น่าชื่นชมแล้วหลายประการ นับว่าท่านทั้งหลายมีแนวทางที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่ ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันดำเนินงานต่อไปโดยพรักพร้อม ถูกต้องตามหลักวิชา ด้วยความคิดวินิจฉัยอันละเอียดรอบคอบ มุ่งที่จะมองให้เห็นถึงสถานการณ์อันนานไกล เชื่อแน่ว่าสินค้าของเราที่ผลิตขึ้น จะมีคุณภาพที่ได้มาตรฐานและมีปริมาณที่แน่นอนสม่ำเสมอ เพียงพอและเหมาะสมสำหรับตลาดทั้งในประเทศทั้งนอกประเทศ และจะสามารถยกฐานะเศรษฐกิจของชาติขึ้นได้แท้จริงตามความมุ่งหวัง ..."

พระราชดำรัส
เนื่องในการเสด็จฯ ทรงเปิดงานแสดงสินค้าไทย ครั้งที่ 6
ณ พระราชอุทยานสราญรมย์
วันศุกร์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๑๕



ตราสัญลักษณ์ครองราชย์ ๖๐ ปี




ความหมายของตราสัญลักษณ์ ครองราชย์ ๖๐ ปี
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช


อักษรพระปรมาภิไธย ภปร สีเหลืองนวลทอง อันเป็นสีประจำพระชนมวาร ขลิบรอบตัวอักษรด้วย
สีทอง บนพื้นสีน้ำเงินเจือทองอันเป็นสีประจำพระราชวงศ์ ล้อมด้วยเพชรอันเป็นเอกแห่งรัตนะ หมายความว่า เหล่านักปราชญ์ ราชกวีสำคัญ อีกบรรดาช่างอันมีชื่อ พระยาช้างสำคัญ นางงาม เหล่าทแกล้วทหาร ข้าราชบริพาร อันยอดฝีมือในการปฏิบัติราชการอย่างสุจริตยิ่ง เหล่านี้เปรียบด้วยเพชร อันชื่อว่ารัตนะแวดล้อมประดับพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์นั้น อันเหนือยิ่งกว่าเพชรอันได้ชื่อว่ารัตนะทั้งปวง คือ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตเป็นเพชรอันยอดค่ายิ่งในดวงใจราษฎร์ ทรงบำบัดทุกข์ผดุงสุขเป็นที่พึ่งอันเกษมสุขร่มเย็นแก่ปวงพสกนิกร ซึ่งต่างเชื้อชาติศาสนาในพระราชอาณาจักรของพระองค์


อนึ่ง อักษรพระปรมาภิไธย ภปร นี้ ประดิษฐานบนพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ประกอบพระอุณาโลม อันเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ แวดล้อมด้วยพระแสงขรรค์ชัยศรี และพระแส้หางช้างเผือกทอดสอดอยู่ในกงพระที่นั่งภัทรบิฐ เบื้องซ้ายแห่งพระมหาพิชัยมงกุฎ มีธารพระกรและพัชนีฝักมะขาม ทอดสอดอยู่เบื้องขวาแห่งกงพระที่นั่งภัทรบิฐ อันประดิษฐานบนฐานเขียง ซึ่งทอดฉลองพระบาทประดิษฐานอยู่


เหล่านี้รวมเรียกว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบด้วยสิ่งอันแสดงความเป็นกษัตริย์ทั้ง ๕ คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ ๑ พระแสงขรรค์ชัยศรี ๑ ธารพระกร ๑ พัดวาลวิชนีและพระแส้ ๑ ฉลองพระบาท ๑ หมายถึงปีแห่งการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ

ล่างลงมาเป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ ปลายแห่งแพรแถบผูกเป็นภาพกระบี่ธุช เป็นวานรภายขาว มือถือก้านลายซุ้มอันเป็นกรอบลายของตราสัญลักษณ์ฯ อยู่ด้านขวา ส่วนด้านซ้ายปลายแพรแถบผูกเป็นภาพพระครุฑพ่าห์ เป็นครุฑหน้าขาวกายสีเสนปนทอง มือถือก้านลายกรอบแห่งตราสัญลักษณ์ฯ

พื้นภาพตราสัญลักษณ์ฯ เฉลิมพระเกียรติทั้งหมดสีเขียวปนทอง อันหมายถึง
สีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ และยังหมายถึงสีของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์แห่งผืนภูมิประเทศที่ทรงปกครอง ทำนุบำรุงอย่างหนักยิ่งมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ


ทรงพระเจริญ     ทรงพระเจริญ     ทรงพระเจริญ

........................................





ที่มา : คัดลอกมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา





พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


ความเป็นมา


จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ซึ่งถือว่า เป็นอาชีพหลักของประเทศ จึงทำให้เกิด “โครงการส่วนพระองค์ เกี่ยวกับการเกษตร สวนจิตรลดา” ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นเขตพระราชฐานที่ประทับ ในปีพ.ศ. 2504

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้กระบวนการผลิตที่ง่าย แต่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายนอกจากนี้ ยังดำเนินการภายใต้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการศึกษา ทดลอง บันทึกรวบรวมข้อมูลและผลการศึกษา เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร และผู้ที่สนใจทั่วไป


  

วัตถุประสงค์




โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงาน 3ประการ คือ
1. เป็นโครงการทดลอง เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานทางด้านเกษตรกรรมต่าง ๆ
2. เป็นโครงการตัวอย่าง ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาทำการศึกษา สามารถนำไปดำเนินการเองได้
3. เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเชิงธุรกิจ


การดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา แบ่งออกเป็น

  • โครงการไม่ใช่ธุรกิจ  เป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว ให้พึ่งพาตนเองได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ โครงการป่าไม้สาธิต, โครงการนาข้าวทดลอง, โครงการปลานิล ที่รู้จักกันในนาม “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา”

  • โครงการกึ่งธุรกิจ เป็นการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และจำหน่ายโดยไม่แสวงผลกำไร ไม่แข่งขันทางธุรกิจ และนำรายได้มาใช้พัฒนาโครงการส่วนพระองค์ ได้แก่ โรงโคนมสวนจิตรลดา, โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา, โรงผลิตอบแห้ง, โรงน้ำผลไม้สวนจิตรลดา ฯลฯ

นอกจากนี้ ปี 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระกระแสรับสั่งที่ให้ศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อย เพื่อเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งอาจเป็นทางแก้ไขหากเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลน, อ้อยราคาตกต่ำ โดยพระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 925,500 บาท เพื่อจัดสร้างอาคาร และอุปกรณ์ต่างๆ ต่อมามีผลผลิต เช่น แอลกอฮอล์แข็งสำหรับอุ่นอาหาร เจลล้างมือโดยไม่ต้องล้างน้ำออก น้ำมันนวด นอกจากนี้ยังนำแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน เพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ สำหรับโครงการไบโอดีเซล จากน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ ที่ใช้แล้ว ยังเป็นทางเลือกสำหรับการใช้พลังงานในปัจจุบันอีกด้วย
              
 “โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา” นับเป็นโครงการที่คนไทยได้รับพระเมตตาจากพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

การตั้งโครงการอยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นที่ประทับของพระองค์ สะท้อนให้เห็น
ชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญ และมีพระราชประสงค์ดูแลให้โครงการเกิดประสิทธิภาพอย่าง
ใกล้ชิด ขณะเดียวกันพระองค์ยังทรงเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ เพื่อนำความรู้ไปพัฒนา
ตนเองไปให้เกิดความก้าวหน้าแก่ชีวิตของตนเองสืบไป




ที่มา : http://www.kanchanapisek.or.th/kp1/index_th.html
          http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=65460

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

โครงการด้านคมนาคมสื่อสาร




โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านคมนาคม การสื่อสารและเทคโนโลยีจะเกี่ยวกับการปรับปรุงถนนหนทางทั้งในชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เพื่อใช้สัญจรไปมา และนำสินค้าออกมาจำหน่ายภายนอกได้โดยสะดวก ซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านคมนาคมโครงการแรกคือ โครงการสร้างถนนเข้าสู่หมู่บ้านห้วยมงคล ต.หินเหล็กไฟ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งโครงการสะพานพระราม8 ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาการสัญจรของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ได้รับความสะดวก ยังผลสู่ภาพรวมของประเทศทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ดังพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ความว่า

    "สำหรับการจราจร เครื่องมือนั้นสำคัญที่สุดคือถนน ก็ต้องมีถนนที่เหมาะสมที่เครื่องควบคุมการจราจร ไม่ใช่เรื่องของรัฐศาสตร์ หรือของตำรวจ หรือของศาล เป็นเรื่องของวิศวกรรม ก็จะต้องให้ดีขึ้น คือหมายความว่า ทำให้ถนนดีขึ้น ให้สอดคล้อง ซึ่งเป็นการบ้านที่หนักสุด เพราะว่ากรุงเทพฯได้สร้างมาเป็นเวลา 200 ปีแล้ว ไม่ได้มีแผนผังเมืองที่จริงจัง ก็มีการผังเมืองของทางการ แต่ว่าก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะว่าคนไทยตามชื่อคนไทยคืออิสระ บังคับกันไม่ได้ จะสร้างอะไรก็สร้าง อยากจะสร้างเดี๋ยวนี้ก็สร้าง ก็ไปขวางกับคนอื่น คือขวางทางอื่น อันนี้ก็เลยแก้ไม่ได้..."



โครงการสะพานพระราม 8 หนึ่งในโครงการจตุรทิศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้กรุงเทพมหานครพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง เมื่อปี 2538 ณ บริเวณโรงงานสุราบางยี่ขัน บรรจบกับปลาย ถ.วิสุทธิกษัตริย์ ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า “โครงการสะพานพระราม 8” เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลที่ 8 ด้วยทรงตระหนักถึงความคับคั่งของการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่จะมี ปริมาณเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ระหว่างพื้นที่ฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีที่ยังขาดการเชื่อมต่อที่เพียงพอทำให้เกิดการคับคั่งของการจราจร บริเวณพื้นที่ด้านตะวันออกโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชั้นใน บริเวณถนนราชดำเนินราชดำเนินกลาง ซึ่งต่อกับฝั่งธนบุรี โดยผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและ ถ.จรัญสนิทวงศ์  ซึ่งเป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งของฝั่งธนบุรี  ที่มีปริมาณการจราจรคับคั่งให้ สามารถคลี่คลายลงได้





ที่มา : http://www.rdpb.go.th/RDPB/front/Projects/RDPBProjectType.aspx?p=43

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

แก้มลิง : ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ



 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นนักสังเกตธรรมชาติที่เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพ อีกทั้งยังทรงพระปรีชาสามารถในการนำสิ่งที่ทรงสังเกตเห็นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาต่างๆอยู่เสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แนวพระราชดำริโครงการแก้มลิง ซึ่งพระราชทานแก่คณะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล เมื่อวันที่14 พฤศจิกายน 2538 อันเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานแนวพระราชดำริ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ไว้ 5 แนวทาง คือ





• ประการแรก สร้างคันกั้นน้ำ โดยปรับปรุงแนวถนนเดิม

• ประการที่สอง จัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) ตามพระราชดำริ เพื่อกันการขยายตัวของเมือง และเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำ เมื่อมีน้ำหลาก

• ประการที่สาม ดำเนินการขุดลอกคลอง ขยายคลองที่มีอยู่เดิม และขุดใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ

• ประการที่สี่ สร้างสถานที่เก็บน้ำตามจุดต่าง ๆ

• ประการที่ห้า ขยายช่องทางรับน้ำที่ผ่านทางรถไฟและทางหลวง






วิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ คือ




การก่อสร้างคันกันน้ำ โดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนานไปตามลำน้ำเพื่อป้องกัน มิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ด้านในการก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมล้นเข้ามา ให้ออกไป การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลัก สามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวก หรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ตามพระราชดำริ "แก้มลิง"



ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานพระราชดำริไว้ว่า


“…ลิงโดยทั่วไปที่เราส่งกล้วยให้ ลิงก็จะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยวๆ แล้วเอาไปเก็บที่แก้ม จะกินกล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบทั้งหวี แล้วนำออกมาเคี้ยวและกลืนกินเข้าไปภายหลัง การนำเอากล้วยหรืออาหารมาสะสมไว้ที่กระพุ้งแก้มก่อนการกลืนนี้ เป็นพฤติกรรมตัวอย่างที่จะนำมาใช้ในการระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา … ”


โครงการแก้มลิง เป็นระบบการบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยการขุดลอกคูคลองต่างๆเพื่อระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่ลุ่มให้ไหลมารวมกันในบ่อพักน้ำ ลักษณะเดียวกับที่ลิงสะสมกล้วยไว้ที่กระพุ้งแก้ม จนเมื่อน้ำในทะเลลดลงจึงค่อยระบายน้ำลงทะเล โดยการใช้ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก





ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

ดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน ให้ไหลลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ ที่บริเวณชายทะเล เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าว โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow)


ตามธรรมชาติ สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่ "แก้มลิง" นี้ เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเองตลอดเวลา ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลองให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ โดยยึดหลักน้ำไหลลงทางเดียว (One Way Flow)





หลักการ 3 ประเด็น ที่โครงการแก้มลิงจะสามารถมีประสิทธิภาพบรรลุผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริคือ



การพิจารณาสถานที่ที่จะทำหน้าที่เป็นบ่อพัก และวิธีการชักนำน้ำท่วมไหลเข้าสูบ่อพักน้ำ เส้นทางนํ้าไหลที่สะดวกต่อการระบายน้ำเข้าสู่แหล่งที่ทำหน้าที่บ่อพักน้ำ การระบายน้ำออกจากบ่อพักน้ำอย่างต่อเนื่อง โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้าน จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือบ่อรับน้ำ โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายออกทะเลด้าน จ.สมุทรสาคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริ เพื่อให้การระบายน้ำท่วมออกทะเลเร็วขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ  โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง"

ซึ่งใช้หลักการในการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ โครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่าง จะมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ต้องดำเนินการครบระบบ 3 โครงการด้วยกัน คือ
  • โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง"
  • โครงการแก้มลิง "คลองมหาชัย-คลองสนามชัย"
  • โครงการแก้มลิง "คลองสุนัขหอน"



โครงการแก้มลิงนับเป็นนิมิตรหมายอันเป็นสิ่งที่ชาวไทยทั้งหลายได้รอดพ้นจากทุกข์ภัยที่นำความเดือดร้อนแสนลำเค็ญมาสู่ชีวิตที่อบอุ่นปลอดภัย ซึ่งแนวพระราชดำริอันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมนี้ มีพระราชดำริเพิ่มเติมว่า

"...ได้ดำเนินการในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ขอให้รีบเร่งหาวิธีปรับปรุงและเพิ่ม
ประสิทธิภาพต่อไป เพราะโครงการแก้มลิงในอนาคตจะสามารถช่วยพื้นที่ได้หลายพื้นที่..."


นอกจากนี้ โครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ ยังมีประโยชน์ในการบำบัดน้ำเน่าเสีย ซึ่งเป็นปัญหาด้านสภาวะแวดล้อม โดยน้ำที่ปล่อยลงจากแก้มลิงจะช่วยเจือจางน้ำเน่าเสียในคลองต่างๆ ให้เบาบางลง แล้วจึงผลักออกสู่ทะเล โครงการแก้มลิงจึงถือได้ว่าเป็นโครงการที่อาศัยธรรมชาติในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีความรู้จริงในธรรมชาติของน้ำ และสภาพภูมิประเทศในท้องที่ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง






ที่มา :
http://www.royalvdo.com/?p=68
http://www.vajiravudh.ac.th/VCZone/VC_SeM/Project/ENVIRONMENT08.pdf